Our Alternative
Traditional Chinese Medicine
Thai Traditional Medicine
 
Kasemrad TCM at Life Centre, Bangkok
การแพทย์แผนจีน
เกษมราษฎร์ ไลฟ์เซ็นเตอร์ สาทร

     
 

Kasemrad Traditional Chinese Medicine at Life Centre, Q House Lumpini

 
 

        Located in the heart of Bangkok, Kasemrad TCM combines knowledge, experience, and dedication to provide the highest quality of  care, in a relaxed and warm manner. With the utmost professionalism, we assure each and every patient a confidential and safe environment.

        Kasemrad TCM was opened in November 2006 to provide TCM services at a token fee. Our TCM physicians are certified by the  Ministry of Health’s Alternative Medicine  Practitioners Board.

 
 
Contact us

 

 


212-215  Floor 2, Life Centre, Q House Building  Lumpini, 1 South  Sathorn Rd. Bangkok 10120  Thailand   
Tel: (66) +02 343-8884 or +02 343-8885      
e-Mail: TCMQH@kasemrad.com


Our services
   


        1 General consultation
        Suitable for common ailments like cough, cold, fever, stroke, muscle pain and soreness, soft tissue sprain, headache, migraine, joint pain, dysmenorrhoea, gastro-intestinal disorders – including constipation and diarrhea, urinary incontinence, nocturnal enuresis, irregular menstruation, and neurosis.

        How it works: Our trained Chinese physicians will do a check-up, then give you a prescription for a concoction or tablets. The Chinese Physician may also refer you for acupuncture treatment.


        2 Acupuncture
        Useful for people suffering from discomfort like backaches or headaches, and can also be used to aid weight control/loss and a multitude of other sicknesses and injuries.


        How it works: Stimulation of acupressure points using small needles. Each session lasts around 20 minutes. For aches and pains caused by rheumatism in specific areas, moxibustion treatment may be applied. This involves the burning of herbs to warm the affected areas.

        3  Pulse diagnosis
        Pulse diagnosis is one method of determining the internal conditions of patients with the aim of deciding upon a therapeutic regimen. In order to make use of this diagnostic, the practitioner must learn the proper method of taking the pulse, the factors that influence the pulse, and the categories into which each patient's unique pulse form can be fit.


        How it works: Practitioners must remain especially alert to new factors that influence the pulse readings so as to assure that the results of pulse taking are meaningful. Most authorities agree that in the modern era one must be able to detect a relatively limited basic group of pulse forms in order to utilize the information for devising a therapy (i.e., acupuncture, herbs).

Consultation hours
Mon – Fri    10am – 8pm
Sat, Sun & Public Holidays   10am -  6pm
     
Certified TCM Physicians
        Dr.Theera Pipatworaporn
        Dr.Roongthip Trongjitjing
        Dr.Supawadee nuanmanee

แพทย์ประจำศูนย์
        แพทย์จีนธีระ พิพัฒน์วรพร
        แพทย์จีนรุ่งทิพย์ ตรงจิตรจริง
        แพทย์จีนสุภาวดี นวลมณี

         การฝังเข็ม เป็นการแทงเข็มลงไปบนจุดฝังเข็มตามร่างกายในขณะที่เข็มผ่านผิวหนังจะมีอาการเจ็บ อยู่บ้างแต่ไม่มาก และเมื่อเข็มแทงเข้า ไปถึงตำแหน่งของจุดฝังเข็ม จะมีอาการปวดตื้อๆ หรือปวดหน่วงๆ และปวดร้าวไปตามทิศทางเดิน ของเส้นลมปราณ

        ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีนเชื่อว่าการฝังเข็มทำให้ระบบลมปราณหมุนเวียนดีขึ้นและช่วยปรับสมดุลของร่างกายนอกจากนี้แพทย์แผนปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าการฝังเข็มทำให้เกิดการหลั่งสารเอนโดรฟิน ซึ่งช่วยระงับอาการปวดได้และมีสารบางอย่างที่ไปช่วยลดอาการอักเสบได้ด้วยอีกทั้งยังเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณที่มีอาการอักเสบ

        ประโยชน์จากการฝังเข็ม สามารถรักษาโรคได้มากมาย ได้แก่ กลุ่มอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ ปวดศีรษะ ไมเกรน อัมพาต อัมพฤกษ์ ซึ่งมีรายงานว่า การฝังเข็มร่วมกับการฟื้นฟูสมรรถภาพ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยได้ดีขึ้นกว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพียงอย่างเดียว โรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืดโรคอื่นๆ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป เช่น ปวดประจำเดือน
 


ข้อห้ามในการฝังเข็ม

ห้ามทำการฝังเข็มในผู้ป่วย ดังต่อไปนี้

  • ตั้งครรภ์
  • โรคมะเร็ง (ที่ยังไม่ได้รับการรักษา)
  • โรคหลอดเลือดที่มีการผิดปกติของระบบแข็งตัวของเลือด
  • โรคที่ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดอย่างแน่นอน
  • โรคที่ยังไม่ทราบการวิจัยที่แน่นอน

 เตรียมตัวอย่างไรเมื่อมาฝังเข็ม

  • อาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนมาฝังเข็ม
  • รับประทานอาหารตามปกติก่อนฝังเข็มเสมอ เพราะถ้าฝังเข็มในช่วงผู้ป่วยอ่อนเพลียหรือหิว  จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นลมได้ง่าย
  • พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่อ่อนเพลีย   
  • ขณะรับการฝังเข็ม อาจมีอาการผิดปกติ เช่น มีอาการปวดมากขึ้น หน้ามืดเป็นลมต้องรีบแจ้งให้  แพทย์ทราบทันที
ระยะเวลาในการรักษา
        
จะต้องมาฝังเข็มสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และต้องมารับบริการฝังเข็ม อย่างน้อย 3-5 ครั้ง แล้วแต่การพิจารณาของแพทย์    และโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง อาจต้องได้รับการฝังเข็มต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานานระยะหนึ่ง แต่ละครั้งใช้เวลานานประมาณ 20 นาที

        การแมะ อยู่คู่กับการแพทย์แผนจีนมายาวนาน ในยุคสมัยที่มนุษย์ยังไม่มี เครื่องมือที่ทันสมัย มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ ที่จะสังเกตสังกาธรรมชาติ ว่าในยามที่ร่างกายผิดปกติ จะมีอาการใดสำแดงออกมาให้เห็นหรือสัมผัสได้บ้าง การสูบฉีดโลหิต คือรหัสลับสำคัญ ชาวจีนจึงสั่งสมความรู้มาอย่างยาวนานนับพันปี กลายเป็นศาสตร์การวินิจฉัยโรค ที่น่ามหัศจรรย์นี้

        การแมะ คือการตรวจจับชีพจร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนการวินิจฉัยโรคของแพทย์แผนจีน โดยการใช้นิ้วทั้ง 3 นิ้วของแพทย์ แตะสัมผัสชีพจรของผู้ป่วยบริเวณข้อมือซ้ายและขวาข้างละ 3 ตำแหน่ง รวมทั้งสองข้าง หกตำแหน่ง เพื่อให้ทราบถึงสภาวะของร่างกายที่ตอบสนองต่อโรคภัยไข้เจ็บในขณะนั้น

        การแพทย์แผนจีนเรียกขั้นตอน การวินิจฉัยโรคพื้นฐานว่า “เปี้ยนเจิง” มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน การแมะ หรือการตรวจจับชีพจรนั้น ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการวินิจฉัยโรค ซึ่งกว่าจะถึงขั้นตอนของการแมะ ยังมีอีก 3 ขั้นตอนที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่มักถูกละเลยไม่ได้รับการกล่าวถึง

        ขั้นตอนที่ 1 คือการมองสำรวจ ตรวจดูสีหน้า แววชีวิต ลักษณะอาการ ดูว่าสีหน้าซีด คล้ำ หรือมีประกายสดใส เลือดฝาดสมบูรณ์ หรือไม่ บริเวณอวัยวะต่างๆ สีผิวเป็นอย่างไร เช่น ถ้าบริเวณส่วนหูดำคล้ำส่วนใหญ่มักเป็นโรคไต ถ้ารูปร่างผอมผิวแห้งคล้ำมักเป็นโรคปอด หรือถ้าบริเวณเยื่อตาเหลืองหรือแดงมักเป็นโรคเกี่ยวกับตับ เป็นต้น อีกประการหนึ่งคือ การวิเคราะห์ลิ้นซึ่งสำคัญมากต้องดูทั้งตัวลิ้น สีสัน คราบเมือกบนลิ้น ซึ่งจะบอกถึงสภาวะภายใน ของร่างกายได้เป็นอย่างดี

        ขั้นตอนที่ 2 การฟังและการสัมผัสกลิ่น ถ้าเสียงพูดของคนไข้เบา ช้า และเหนื่อย แสดงถึงพลังชี่หรือพลังลมปราณที่อ่อนแอ การพูดเสียงดังฟังชัด การโต้ตอบชัดเจนรวดเร็ว แสดงถึงพลังชี่ที่สมบูรณ์แข็งแรง นอกจากนี้เสียงไอ เสียงกรน เสียงเรอ เสียงดังในท้อง กลิ่นตัว กลิ่นลมหายใจ กลิ่นปาก เหล่านี้ล้วนเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคได้ทั้งสิ้น

        ขั้นตอนที่ 3 การถาม นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก การถามที่ละเอียดและแยกแยะตรงประเด็น จะทำให้ทราบข้อมูล การเจ็บป่วยถึง 60-70 % ช่วยให้การวิเคราะห์โรคได้ผลมากยิ่งขึ้น เช่น ถามอาการเจ็บป่วย เหงื่อ การขับถ่าย อาการปวดหัว เสมหะเหนียวข้นหรือใส หายใจหอบเหนื่อยหรือไม่ ลักษณะการมีรอบเดือน ประวัติการเจ็บป่วย ของคนในบ้าน เป็นต้น


        และขั้นตอนสุดท้ายคือการแมะ โดยแพทย์จะใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของแพทย์ วางลงบนตำแหน่งชีพจร ของคนไข้บริเวณข้อมือฝั่งหัวแม่โป้ง สำหรับข้อมือซ้ายของคนไข้ ตำแหน่งที่นิ้วชี้ของแพทย์สัมผัสข้อมือคนไข้เรียกว่า “ฉุ่ง” เป็นตำแหน่งที่ใช้ตรวจลักษณะอาการของหัวใจและลำไส้เล็ก ตำแหน่งนิ้วกลางของแพทย์เรียกว่า “กวง” ใช้ตรวจลักษณะอาการของตับและดี และตำแหน่งสุดท้ายเป็นตำแหน่งที่นิ้วนาง ของแพทย์สัมผัสกับข้อมือ ของคนไข้ เรียกว่าตำแหน่ง “เฉียะ” ใช้ตรวจลักษณะอาการของไตและกระเพาะปัสสาวะ

        สำหรับข้อมือขวาของคนไข้ ตำแหน่งฉุ่งใช้ตรวจลักษณะอาการของปอดและลำไส้ใหญ่ ตำแหน่งกวงใช้ตรวจลักษณะ อาการของม้ามและกระเพาะอาหาร และตำแหน่งเฉียะใช้ตรวจลักษณะอาการของไตและกระเพาะปัสสาวะ
 

        การจับชีพจร ไม่ใช่การตรวจนับจำนวนครั้งของการเต้นต่อนาที แต่เป็นการจำแนกลักษณะอาการเต้นต่างๆ ของชีพจรถึง 27 กลุ่ม ที่พบได้บ่อยมี 21 กลุ่ม โดยแบ่งอาการของชีพจรเพื่อวินิจฉัยเป็น 8 ลักษณะดังต่อไปนี้
    1. ลักษณะชีพจรลอยหรือจม ถ้าชีพจรลอยใช้นิ้วแตะเบาๆ ก็สัมผัสได้ แต่ถ้าชีพจรจมต้องใช้นิ้วกดลงไปจึงสัมผัสได้
    2. ลักษณะความถี่เร็วหรือช้า คนปกติจะอยู่ที่ 4 ครั้งต่อการหายใจเข้าและออกหนึ่งครั้ง
    3. ลักษณะชีพจรแกร่งหรือพร่อง
    4. ลักษณะความกว้างของชีพจร บาง ใหญ่หรือเล็ก
    5. ลักษณะความยาวของชีพจร ยาวหรือสั้น
    6. ลักษณะการไหล ลื่นหรือฝืด
    7. ลักษณะความเครียด แบบตึง แบบเชือกควั่น แบบควั่นช้า แบบนิ่ม หรือแบบอ่อนกำลัง
    8. ลักษณะจังหวะ กระชาก เต้นสะดุด หรือหยุดเป็นช่วงห่างแน่นอน

        ในการตรวจวินิจฉัยแพทย์ ต้องนำลักษณะการเต้นของชีพจรทั้ง 8 ลักษณะมาประกอบกัน เพื่อวินิจฉัยจัดกลุ่มของโรค ซึ่งเป็นรายละเอียด ที่ต้องใช้ความชำนาญมาก อีกทั้งต้องได้รับการถ่ายทอดจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ ดังนั้นการแมะจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้

        เมื่อตรวจพบความผิดปกติ ของร่างกายแล้ว แพทย์จีนก็จะจัดยาสมุนไพรจีนให้กับคนไข้ รวมทั้งแนะนำเรื่อง การรับประทานอาหาร เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบของร่างกายต่อไป โดยเฉพาะความสมดุล ของระบบหยินและหยาง
     
    References
    เอกสารอ้างอิง
 
 
 

โทรมาสอบถามเพื่อนัดหมายได้ที่ 02 343-8880
ที่อยู่  212-214 ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ อาคารคิวเฮ้าส์ สาทรใต้   กรุงเทพฯ    10120   
อีเมล์: TCMQH@kasemrad.com


 
     
     
© 2003 - 2004 Kasemrad Hospital | Home : About Us : Contact Us